เขตพระนคร ปัจจุบันเป็นแหล่งรวบรวมสถานที่ท่องเที่ยวทั้งกิน ชอป ศิลปะ รวมถึงโบราณสถาน ศาสนสถาน และพิพิธภัณฑ์มากมาย ถ้าใครเคยไปเที่ยวหรืออาศัยอยู่แถวนั้น ก็คงจะทราบดีว่าพระนครเป็นเขตที่ให้ความรู้สึกแตกต่างกับเขตอื่น ๆ ในกรุงเทพฯ เนื่องจากในอดีตพื้นที่ตรงนั้นถือเป็นใจกลางเมือง มีทั้งวังและวัดวาอาราม เหตุการณ์สำคัญทางประวัตศาสตร์ เรื่องเล่า ตำนานต่าง ๆ จึงมักจะเกิดขึ้นในเขตนี้

หนึ่งในแลนด์มาร์คที่สำคัญของเขตพระนคร แน่นอนว่าคงไม่มีใครไม่รู้จัก “วัดสุทัศน์” และ “เสาชิงช้า” ที่ตั้งอยู่ข้างกัน และมักจะโดนเหมารวมเป็นแพ็คคู่ในแพลนเที่ยวเสมอ แต่หารู้ไม่ว่าที่จริงแล้ว สองสถานที่นี้ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกันเลยแม้แต่น้อย ยกเว้นอยู่เรื่องเดียว ก็คือ “ตำนานเปรตวัดสุทัศน์” นั่นเอง หลายคนอ่านแล้วอาจจะแอบงง ตามไปขยายความกันได้ในบทความด้านล่างเลยจ้ะ

 

เสาชิงช้า เปรตวัดสุทัศน์

“การโล้” ของพระอิศวร ที่มาของตำนานสร้างเสาชิงช้า

ก่อนจะเข้าสู่เรื่องราวของเสาชิงช้าในปัจจุบัน คงต้องขอพาผู้อ่านย้อนกลับไปรู้จักกับ “ตำนานการสร้างโลกของพระพรหม” หรือที่เราอาจคุ้นหูกันในชื่อพระผู้สร้าง ว่ากันว่าในวันที่พระพรหมสร้างโลกมนุษย์ขึ้นมาสำเร็จ ได้เชิญพระอิศวรลงมาเยี่ยมชม แต่พระอิศวรนั้นเป็นเทพที่มีพลังทำลายล้างแกร่งกล้า ทำให้เกิดความไม่มั่นใจว่าโลกของพระพรหมจะแข็งแรงพอให้ลงเดินได้ไหม พระอิศวรจึงขอทดสอบโดยการนำเสาไม้ปักที่โลกทั้งสองด้าน และเอาพญานาคผูกหัวท้ายไว้เหมือนชิงช้า จากนั้นจึงทรงนั่งบนตัวพญานาค และทำการ “โล้” หรือแกว่งไปมา เป็นที่สรุปได้ว่าโลกนั้นมั่นคงพอสำหรับให้พระอิศวรเสด็จลงมาได้จริง

ตามความเชื่อของพราหมณ์ นับเอาการเสด็จลงมายังโลกของพระอิศวรเป็นเสมือนวันขึ้นปีใหม่ และเดิมทีจะเฉลิมฉลองกันใน “เดือนอ้าย” ซึ่งอยู่ในช่วงเดือนธันวาคม แต่เมื่อไทยรับเอาอิทธิพลของพราหมณ์เข้ามา วันปีใหม่จึงถูกย้ายมาให้อยู่ในเดือนมกราคมตามแบบสากล และในวันนี้เองที่คนไทยในอดีตจะฉลองขึ้นปีใหม่กันด้วยการโล้ชิงช้า ซึ่งก็เปรียบได้กับงานวัด งานเคาท์ดาวน์ตามห้างที่จัดอย่างยิ่งใหญ่ในปัจจุบันนี่แหละค่ะ

เสาชิงช้าของไทยจึงสร้างขึ้นเพื่อเลียนแบบพิธีกรรมโล้พญานาคของพระอิศวร แต่ข้อสังเกตที่สำคัญก็คือ ตำนานเกี่ยวกับพระพรหมและพระอิศวรนี้เป็นความเชื่อของศาสนาพราหมณ์ ดังนั้นพิธีกรรมการโล้ชิงช้าจึงไม่ใช่พิธีกรรมของพุทธแต่อย่างใด รวมถึงเสาชิงช้าเองก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับวัดสุทัศน์ซึ่งเป็นวัดพุทธ แต่แลนด์มาร์คของพระนครแห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของ “เทวสถาน” หรือวัดของพราหมณ์ที่ตั้งอยู่ข้าง ๆ วัดสุทัศน์ต่างหาก

 

ยกเลิกการโล้ชิงช้าเพราะมีคนตายมากมายจริงหรือ?

เสาชิงช้าถูกสร้างขึ้นมาในสมัยรัชกาลที่ 1 อย่างที่เล่าไปว่าสมัยก่อนจะมีการโล้ชิงช้าในวันขึ้นปีใหม่ โดยวิธีก็คือ ผูกเชือกกับคานเสา และโยงลงมามัดแน่นหนากับแผ่นไม้ที่เรียกกันว่า “กระดานโล้” แล้วให้ผู้ชายที่ได้รับเลือก 4 คนขึ้นไปยืนบนกระดาน จากนั้นคนที่ยืนตรงตำแหน่งหัวและท้ายจะทำหน้าที่เป็น “คนโล้” ด้วยการโยกให้แผ่นไม้แกว่งไปข้างหน้าทีข้างหลังที แรงขึ้น สูงขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งสามารถใช้ปากงับถุงเงินที่ผูกไว้ด้านบนได้ในที่สุด แน่นอนว่าเมื่อหลายร้อยปีก่อนไม่มีระบบเซฟตี้อยู่แล้ว คนโล้ก็โล้กันสด ๆ โดยใช้เชือกแค่เส้นเดียว ทำให้บางครั้งอุบัติเหตุก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ มีการพลาดท่าตกลงมาเสียชีวิตหลายครั้ง ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ไม่ได้มีบันทึกจำนวนไว้แน่ชัด แต่สุดท้ายพิธีโล้ชิงช้าก็ถูกยกเลิกไป

ทว่าอุบัติเหตุไม่ได้เป็นเพียงสาเหตุเดียว เพราะการยกเลิกโล้ชิงช้านั้นเกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 7 ซึ่งเป็นยุคที่ประเทศอยู่ท่ามกลางสงครามและการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง ด้วยสถานการณ์ทางการเงินและการเมือง ทำให้ทางการไม่สามารถจัดงานเฉลิมฉลองใหญ่โตระดับพระนครที่จำเป็นต้องใช้เงินจำนวนมากได้ ถามว่าทำไมพิธีโล้ชิงช้าถึงนับว่ายิ่งใหญ่ขนาดนั้น ก็เพราะทุกครั้งจะมีคนเข้าร่วมชมจำนวนมหาศาล อีกทั้งยังเป็นพิธีที่เกี่ยวข้องกับ “ตรียัมพวาย” พิธีขึ้นปีใหม่ของพราหมณ์ซึ่งมักจะมีพระมหากษัตริย์เข้าร่วมด้วย กลายเป็นพระราชพิธีใหญ่โตต้องใช้งบราคาแพง สุดท้ายการโล้ชิงช้าจึงถูกยกเลิกไปเหตุด้วยหลายปัจจัยประกอบกัน

 

เปรตวัดสุทัศน์ เรื่องหลอนแห่งพระนครที่อาจไร้มูล

อีกหนึ่งตำนานผีไทยที่ดังพอ ๆ กับแม่นาคพระโขนง ก็คงจะเป็น “เปรตวัดสุทัศน์” หลายคนคุ้นเคยกับชื่อนี้เพราะเคยมีละครเอาเรื่องราวมานำเสนอผ่านจอทีวี รวมถึงเป็นตำนานที่คนพระนครเล่าปากต่อปากกันมาช้านาน ว่ากันว่าคนโล้ที่ตายจากอุบัติเหตุตอนโล้ชิงช้า จะถูกนำร่างมาฝังไว้ใต้เสาชิงช้า และใครที่เคยทำบาปไว้ก็จะกลายเป็นเปรตชดใช้กรรมอยู่หน้าวัดสุทัศน์ ซึ่งถ้าลองนึกภาพพระนครสมัยก่อนตอนที่ยังไม่มึตึกรามบ้านช่องมากมายเหมือนปัจจุบัน เสาชิงช้าที่ตั้งเวิ้งว้างอยู่ท่ามกลางหมู่วัดก็ดูจะให้ความรู้สึกขนหัวลุกได้ไม่น้อย

แต่ช้าก่อน แม้ว่าตำนานจะเล่ากันมาหลอนสยองแค่ไหน แต่ในความเป็นจริง เปรตวัดสุทัศน์ไม่ได้มีหลักฐานบ่งชี้ทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญเลย เพราะแท้จริงมันคือเงาของเสาชิงช้าที่เลือนรางอยู่กลางสายหมอกต่างหาก แต่ก็ต้องขอหมายเหตุไว้ก่อนว่า หลักฐานที่เป็นรูปธรรมอาจจะไม่มี แต่ถ้าใครเซนส์แรง ๆ ไปยืนตรงนั้น อาจจะพบหลักฐานทางความรู้สึกก็ได้ เรื่องแบบนี้เป็นความเชื่อส่วนบุคคล ไม่เห็นไม่ได้แปลว่าไม่มีอยู่จริงค่ะ

 

 

เป็นยังไงกันบ้างกับเรื่องราวของเสาชิงช้า ทั้งทางประวัติศาสตร์และไสยศาสตร์ที่พี่ผ้านำมาเล่าให้อ่าน หากชื่นชอบก็สามารถตามอ่านบทความแนวเดียวกันอื่น ๆ ได้ที่เล่าเรื่องลี้ลับ และอย่าลืมกดไลค์ ติดตามเป็นกำลังใจให้กันได้ที่เพจเฟสบุ๊กของหวยเฮงเฮงได้เลยนะคะ วันนี้พี่ผ้าขอลาไปก่อนแล้ววว