เผาพริกเผาเกลือแช่ง

 

ช่วงนี้สถานการณ์บนสื่อโซเชียลมีเดียกำลังคุกรุ่นในหลาย ๆ ประเด็น ยิ่งเมื่อประกอบกับความเป็นนิรนามบนโลกอินเตอร์เน็ตที่เราจะพิมพ์อะไรก็ได้ ทำให้มีโอกาสเห็นคำพูดหรือประโยคที่เกี่ยวของกับการแช่งเยอะสุด ๆ และเมื่อพูดถึงการแช่ง คำหนึ่งที่ได้ยินบ่อยก็คือเผาพริกเผาเกลือแช่งแต่ทราบกันไหมจ๊ะว่าทำไมต้องพริกกับเกลือ มันมีความสำคัญอย่างไร ใช่พริกเกลือแบบเดียวกับที่จิ้มมะม่วงกินไหม บทความนี้พี่ผ้าจะพาไปหาคำตอบกัน

 

เพราะคับแค้นใจจึงต้องแช่ง

การแช่ง ความหมายตามราชบัณฑิตยสถาน หมายถึงการกล่าวด้วยความตั้งใจมุ่งร้ายเพื่อให้เป็นไปตามนั้นแค่ความหมายก็จะเห็นแล้วว่าเป็นกริยาที่เต็มไปด้วยความอาฆาตมาดร้าย ดังนั้นคำว่าแช่งจึงถือเป็นคำที่มีความหมายเชิงลบ เช่นเดียวกับอีกสุภาษิตหนึ่งที่เราจะได้ยินกันจนคุ้นหู คือ แช่งชักหักกระดูก ซึ่งก็หมายถึงการแช่งให้ได้รับอันตรายถึงชีวิตเหมือนกัน

ในเชิงศาสนาหรือแนวความเชื่อแบบวิญญาณนิยม (Animism) เราเชื่อกันว่าแรงพยาบาทในจิตใจคนเรา หากมีมากล้นจนถึงจุดหนึ่ง ประกอบกับการทำพิธีกรรมทางไสยศาสตร์ จะส่งผลกระทบบางอย่างกับคนที่ตกเป็นเป้าหมายได้ แต่ถ้าหากมองกลับกันในแง่มุมของวิทยาศาสตร์ การแช่งนั้นเป็นการระบายความเครียดรูปแบบหนึ่งของมนุษย์ เพราะเมื่อคนเรารู้สึกโกรธ ไม่พอใจ หรือคับแค้นใจ ความรู้สึกเหล่านั้นก่อให้เกิดความตึงเครียดขึ้นในสมอง ซึ่งความเครียดนั้นจำเป็นต้องถูกร่างกายระบายออกมาไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง บางคนอาจจะทำสมาธิ ทำใจให้สบาย บางคนหากิจกรรมอื่นทำเพื่อให้ลืมโกรธ บางคนใช้กำลังแก้ปัญหา และบางคนก็เลือกสาปแช่งต้นเหตุที่ก่อให้เกิดความเครียดดังกล่าว

การแช่งยังเปรียบได้กับการแสดงออกเชิงสัญญะอีกรูปแบบหนึ่งด้วย เนื่องจากความโกรธในใจไม่สามารถถูกแสดงออกมาเป็นการกระทำที่เป็นรูปธรรมได้ เราจึงต้องสาปแช่งด้วยคำพูดเพื่อทดแทนการแก้แค้นนั่นเอง แต่ในขณะเดียวกัน ในด้านของความเชื่อทางคุณไสย การแช่งก็สามารถถือเป็นการกระทำได้เช่นเดียวกัน เพราะพิธีกรรมการแช่งเปรียบเหมือนการใช้กำลังรูปแบบหนึ่ง เพียงแค่ไม่ได้ไม่ใช้กำลังที่ออกมาจากร่างกาย แต่ใช้กำลังจากจิตใจมากกว่า

 

วิธีสาปแช่งด้วยการเผาพริกเผาเกลือ

อันที่จริงที่มาของการใช้พริกกับเกลือเพื่อสาปแช่งนั้นไม่ได้มีที่มาแน่ชัด ข้อมูลมีปรากฎอยู่ในตำราที่ชื่อพิชัยสงครามฮินดูโบราณเพียงแค่ที่เดียว โดยในตำราดังกล่าวได้บอกวิธีสาปแช่งไว้ ดังนี้

  1. สาปแช่งในเวลาเช้า ให้หยิบเกลือมาหนึ่งหยิบมือ หันหน้าไปทางทิศตะวันออก กล่าวคำแช่งว่าร้ายต่อผู้ที่ตนโกรธเคืองให้เสร็จตามต้องการ จากนั้นจึงราดน้ำลงไปเพื่อให้เกลือละลาย แทนสัญลักษณ์ให้ผู้ที่ถูกสาปแช่งละลายหายไปพร้อมน้ำเหมือนกับเม็ดเกลือ
  2. สาปแช่งในเวลาเย็น ให้หยิบเกลือมาหนึ่งหยิบมือ หันหน้าไปทางทิศตะวันตก กล่าวแช่งต่อผู้ที่ตนโกรธเคืองให้เสร็จเหมือนเดิม แต่คราวนี้สาดเกลือหยิบมือนั้นเข้าไปในกองไฟ แทนสัญลักษณ์ให้ผู้ที่ถูกสาปแช่งถูกแผดเผาจนแตกกระจายเหมือนเกลือที่ถูกเผานั่นเอง

 

แล้วทำไมต้องพริกกับเกลือ?

เหตุผลมาจากความเชื่อของคนสมัยก่อน ที่ต้องการให้คนที่ได้รับคำแช่งปวดแสบปวดร้อนทรมานเหมือนความเค็มของเกลือและความเผ็ดร้อนของพริก ทั้งนี้พี่ผ้าสันนิษฐานว่าการใช้เกลือ น่าจะมีที่มาจากการลงโทษในสมัยนั้น ที่ผู้เป็นนายจะเฆี่ยนตีหลังข้าทาสบริพารจนเป็นแผล จากนั้นจึงใช้น้ำเกลือราดให้เจ็บปวดทรมานมากขึ้น และยิ่งถ้าเพิ่มพริกแห้งเข้าไปอีก แน่นอนว่ายิ่งต้องแสบร้อนกว่าเดิม ซึ่งการลงโทษแบบที่ว่า ก็ยังมีให้คนรุ่นเราเห็นได้ตามละครไทยย้อนยุคทั่วไป จึงเป็นอีกหนึ่งหลักฐานที่ช่วยยืนยันว่าการเผาพริกเผาเกลือแช่งนั้นมีที่มาจากการลงโทษทาสในสมัยโบราณนั่นเอง

 

การเผาพริกเผาเกลือในความเชื่อฝั่งตะวันตก

หลายคนอ่านแล้วอาจจะประหลาดใจ ฝรั่งเขามีการเผาพริกเผาเกลือกันด้วยเหรอ? พี่ผ้าจะบอกว่ามีนะจ๊ะ แต่ของทางตะวันตกจะตรงกันข้ามกับของไทย เพราะพิธีนี้ไม่ได้ทำเพื่อสาปแช่งด้วยเจตนาร้าย แต่เป็นการเผาพริกเผาเกลือเพื่อไล่ลางไม่ดี หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า “Evil Eye” แปลเป็นภาษาบ้านเราง่าย ๆ ก็คล้าย ๆ กับราหูอมจันทร์” Evil Eye นี้เป็นความเชื่อของทางกรีกโบราณ เป็นลัทธิที่เกี่ยวข้องกับพวกแม่มด เวทมนตร์ โหราพยากรณ์ และไสยศาสตร์ต่าง ๆ เรียกได้ว่าศาสตร์เกี่ยวกับเรื่องเหนือธรรมชาติของตะวันตก ก็มักจะได้รับอิทธิพลมาจากกรีกเป็นหลัก

ในตำราของฝรั่งยังมีการแนะนำด้วยว่า ถ้าหากต้องการให้เผาพริกเผาเกลือได้ผลดี ควรเลือกเกลือทะเลแทนเกลือป่นธรรมดา เพราะลักษณะของผลึกเกลือที่ใหญ่กว่า จะมีพลังทำให้ดูดซับสิ่งชั่วร้ายได้ดีกว่า รวมถึงพริกก็ควรเป็นพริกแห้งเม็ดใหญ่ที่มีความเผ็ด ซึ่งก็น่าแปลกที่หลักการพวกนี้กลับตรงกับการเผาพริกเผาเกลือของไทยเรามาก แม้ว่าจุดประสงค์ของการเผาจะแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงก็ตาม

 

 

มาถึงตรงนี้ทุกคนคงจะได้รู้ที่มาของการเผาพริกเผาเกลือกันแล้ว จะเห็นได้ว่าพิธีแบบเดียวกัน เมื่อถูกใช้ในวัฒนธรรมและความเชื่อที่แตกต่าง ก็ทำให้จุดประสงค์หรือผลลัพธ์ที่คาดหวังแตกต่างกันไปด้วย อย่างไรก็ตาม เราก็ยังไม่สามารถทราบได้แน่ชัดว่าทั้งสองความเชื่อมีพิธีกรรมเหมือนกันเพราะมีที่มาจากแหล่งเดียวกัน ได้รับการเผยแพร่ต่อ ๆ กันมา หรือแค่บังเอิญใช้วัตถุดิบเหมือนกันเฉย ๆ กันแน่ แต่พี่ผ้ามองว่า ไม่ว่าจะทำเพื่อจุดประสงค์ดีหรือร้ายก็ตาม เราทุกคนไม่ควรลืมที่จะอยู่กับความเป็นจริง และใช้ชีวิตอย่างมีสติอยู่เสมอนะจ๊ะ

หากชื่นชอบบทความเกี่ยวกับความเชื่อและที่มาของเรื่องลึกลับทั้งหลายแบบนี้อีก ก็สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์หวยเฮงเฮง หรืออัปเดตคอนเทนต์ก่อนใครได้ที่เฟสบุ๊กของเราเลยจ้ะ