บทความนี้พี่ผ้าขอหลุดธีมไทย ๆ พาแวะไปทางตะวันตกกันบ้าง หากใครเคยศึกษาตำนานกรีกโรมันเกี่ยวกับเทพโอลิมปัส น่าจะรู้จักเทพ “ฮาเดส (Hades)” เป็นอย่างดี หรือถ้าใครไม่รู้จัก ก็ต้องเคยได้ยินชื่อนี้ผ่านหูมาไม่มากก็น้อย เพราะฮาเดสเป็นเทพที่มักจะถูกหยิบยกไปอยู่ในหนังหรือการ์ตูนบ่อย ๆ ด้วยความที่เป็นเจ้าแห่งโลกันตนรก พูดให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือเหมือนยมบาลบ้านเรานี่แหละ แต่ทราบไหมคะว่าจริง ๆ นรกของฮาเดสซึ่งเป็นเทพของฝั่งตะวันตก กับนรกของยมบาลไทยนั้นดันเป็นคนละสถานที่ ทั้งที่ได้ชื่อว่า “นรก” เหมือนกัน เพราะเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น ตามไปอ่านกันได้เลยจ้า

 

นรกอเวจี นรกโลกันตร์

อเวจี นรกร้อนที่เต็มไปด้วยเสียงกรีดร้องและความทรมาน

“นรกอเวจี” ในนิยามของศาสนาพุทธแบบไทย หมายถึงโลกหลังความตายใต้พิภพ ซึ่งมีไว้สำหรับวิญญาณที่ทำบาปกรรม หรือมีบุญไม่มากพอจะไปสู่สุขติหรือขึ้นสวรรค์ได้ อาจจะเพราะด้วยความที่อเวจีมีคอนเซ็ปต์แบบไทย ๆ ว่าต้องอยู่ใต้โลก ทำให้นรกประเภทนี้ถูกตีความให้เป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยความร้อน สังเกตได้จากบันทึกทางพุทธศาสนา พงศาวดาร วรรณคดี ตลอดจนสื่อใหม่อย่างละคร และรายการต่าง ๆ ในปัจจุบัน ก็มักจะนำเสนอภาพนรกออกมาให้มีความทรมาน ทุรนทุรายจากความร้อนตลอดเวลา ส่วนนี้แตกต่างจากฝั่งตะวันตกที่จะตีความนรกเป็นดินแดนอันดำมืดและเวิ้งว้าง แต่ก็มีจุดร่วมตรงที่เป็นดินแดนหลังความตายเช่นดียวกัน

จากบทประพันธ์เรื่อง “พระมาลัยท่องนรก” วรรณกรรมเกี่ยวกับพุทธศาสนาที่มีชื่อเสียงมากในอดีต ได้บรรยายลักษณะของอเวจีไว้อย่างชัดเจนว่ามีลักษณะเป็นขุม ๆ แต่ละขุมใช้ลงโทษวิญญาณที่เคยกระทำบาปแตกต่างกัน ส่วนใหญ่อ้างอิงตามการทำผิดเบญจศีล หรือศีล 5 เช่น นรกขุมที่ 1 มีไว้สำหรับคนที่มัวเมาในสุราหรืออบายมุข และคนที่ประพฤติผิดในกาม ซึ่งขุมนี้จะมีบทลงโทษที่เราคนไทยคุ้นเคยเป็นอย่างดีอย่างกระทะทองแดงนั่นเอง โดยยมบาลจะใช้เหล็กร้อนนาบไปกับร่างกายของผู้กระทำผิดจนเนื้อหนังละลาย ปวดแสบปวดร้อน และโยนลงไปทรมานต่อในกระทะที่ต้มน้ำเดือด เรียกได้ว่าแค่ขุมแรกก็น่ากลัวจนไม่กล้าทำผิดแล้ว แต่ขุมต่อ ๆ มาก็ยังมีความสยองเพิ่มอีก อย่างขุมที่เรียกว่า “ยันตปาสาณนรก” ที่ซึ่งวิญญาณจะถูกก้อนหินสองก้อนบีบคั้นร่างกายจนแหลกสลาย ไหลตกลงไปในหุบเหว จากนั้นก็ต้องกลับขึ้นมาโดนลงโทษเหมือนเดิมอีก เป็นผลมาจากกรรมของการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตนั่นเอง

 

โลกันตร์ นรกเย็นอันหนาวเหน็บ สู่ความเวิ้งว้างอันไกลโพ้น

แตกต่างจากอเวจีของพุทธศาสนาไทยที่ร้อนรุ่มด้วยไฟเผา “นรกโลกันตร์” นั้นเป็นสถานที่มืดมิด เวิ้งว้าง โหดร้ายจากความหนาวเหน็บมากกว่าความร้อน ทว่าสิ่งที่ทั้งสองนรกมีเหมือนกัน คือ การลงโทษ และความทรมานนั่นเองค่ะ ถ้าหากของไทยมีพระมาลัยท่องนรก ของฝรั่งเองก็มี “Divina Commedia” หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ “ไตรภูมิดันเต” ซึ่งเป็นวรรณกรรมอิตาลีว่าด้วยเรื่องราวของดันเต (Dante) กวีเอกผู้อ้างว่าตัวเองได้ลงไปเยี่ยมชมนรกโลกันตร์ และนำมาเขียนเป็นบทประพันธ์จนโด่งดัง จนนับได้ว่าเป็นต้นแบบนรกของคริสตศาสนาที่ทำให้คนรุ่นหลังตีความตามกันมาเรื่อย ๆ

เช่นเดียวกับนรกอเวจี โลกันตนรกก็มีไว้เพื่อทรมานคนที่เคยประพฤติตนไม่ดีตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ โดยจะมีวิธีการลงโทษมากมาย เช่น มีพายุที่พัดหมุนตลอดเวลาทำให้วิญญาณที่ทำบาปเกี่ยวกับราคะต้องทุนรนทุรายลอยไปลอยมาเหนือพื้น (ทำไมฟังดูสนุกเฉยเลย) ส่วนวิญญาณที่ทำบาปเกี่ยวกับความโลภ จะถูกลงโทษให้เข็นถุงเงินขึ้นไปบนยอดภูเขา ก่อนจะกลิ้งร่วงลงมา และต้องเข็นขึ้นไปใหม่ซ้ำไปเรื่อย ๆ บางขุมก็จะมีสัตว์อสูรอย่าง หนอนยักษ์ หมาสามหัว คอยกัดกินร่างกายจนแหลกเหลวไม่เหลือชิ้นดี เป็นต้น

ความน่าสนใจคือ โลกันตนรกของดันเตนั้นถูกอธิบายว่ามีลักษณะเป็นขุม ๆ แต่ละขุมจะใช้ลงโทษวิญญาณที่กระทำบาป โดยอ้างอิงจากหลักคำสอนบาปเจ็ดประการของศาสนาคริสต์ ซึ่งคอนเซ็ปต์นี้เหมือนกับเบญจศีลของไทยมาก รวมถึงองค์ประกอบในนรกอื่น ๆ ก็มีความคล้ายคลึง เช่น การลงโทษของยมบาลจะอยู่ในลักษณะ “วนลูป” กล่าวคือ พอจบลงก็จะเริ่มขึ้นใหม่อีก ทำซ้ำสิ่งเดิมไปแบบไม่จบไม่สิ้น และเน้นการทรมานแบบพิสดารเสียส่วนใหญ่ นอกจากนี้ นรกของไทยและฝรั่งยังมี “สัตว์อสูร” ซึ่งเป็นการลอกเลียนแบบสัตว์ที่มีตัวตนในโลกมนุษย์จริง ๆ มาทำให้ดูน่าเกลียดน่ากลัวมากขึ้น อย่างหมาสามหัว (Cerberus) ที่ถูกพูดถึงในพระมาลัยท่องนรกเช่นกัน

การที่ทั้งไทยและฝรั่งตีความนรกอเวจีและนรกโลกันตร์ออกมาคล้าย ๆ กันนี้ เป็นไปได้ว่าศาสนาพุทธในประเทศเราอาจจะได้รับอิทธิพลความเชื่อแบบเดียวกันมาจากมิชชันนารี (Missionary) ฝรั่งที่เข้ามาเผยแพร่ศาสนาคริสต์ในอดีต การตีความสถานที่ลงโทษมนุษย์ที่ทำบาปอย่าง “นรก” จึงเป็นไปในแนวเดียวกัน โดยมีจุดประสงค์ให้คนหวาดหลัวการประพฤติผิดเหมือนกัน

 

และนี่คือเรื่องราวของอเวจีและโลกันตร์ที่พี่ผ้านำมาเล่าเป็นความรู้ให้อ่านกันเพลิน ๆ นอกจากทั้งสองนรกนี้แล้ว ในศาสนาและวัฒนธรรมอื่น ๆ ก็ยังมีเรื่องเกี่ยวกับโลกหลังความตายมากมาย อย่างเช่น “สือเตี้ยนเหยียนหวาง” นรกสิบขุมในความเชื่อของคนจีน “Narak” นรกยี่สิบห้าขุมในความเชื่อฮินดู หรือแม้แต่ฝั่งตะวันตกเอง นรกก็ไม่ได้มีเพียงโลกันตนรก แต่ยังมีตำนานอื่นอีกหลากหลาย หากใครสนใจ ไว้ในโอกาสหน้าพี่ผ้าสัญญาว่าจะนำมาเล่าสู่กันฟังแน่นอน ส่วนนี้คงต่อลาไปก่อน อย่าลืมติดตามเรื่องลี้ลับและเพจหวยเฮงเฮง และพบกันได้ในบทความหน้านะจ๊ะ