ตำนานงูจงอาง

 

 

พูดถึงเรื่องตำนานเกี่ยวกับสัตว์ของไทย สัตว์ชนิดหนึ่งที่มีตำนานเรื่องเล่าอยู่แทบจะทุกภาค ทุกพื้นที่ก็คือ งู นั่นเอง เนื่องจากงูเป็นสัตว์เลื้อยคลานที่มีลักษณะเด่นชัดเจน ทั้งรูปร่าง การเคลื่อนที่ และพิษที่ในบางพันธุ์ร้ายแรงถึงขั้นทำให้คนเสียชีวิตได้ ซึ่งสังเกตกันไหมว่างูที่ถูกนำมาเล่าปากต่อปากจนกลายเป็นตำนานพื้นบ้าน มักจะเป็นงูที่มีความดุร้าย และมีพิษแรงกว่าสายพันธุ์อื่น ๆ เสมอ เช่น งูจงอาง งูเห่า เป็นต้น นั่นอาจเป็นเพราะความดุร้ายของมันทำให้คนสมัยโบราณเกิดความรู้สึกเกรงขาม และสุดท้ายความกลัวจึงกลายมาเป็นความเชื่อในเชิงอิทธิฤทธิ์และเรื่องเหนือธรรมชาติในที่สุด

หารู้ไม่ว่าธรรมชาติของงูพิษเหล่านี้ แท้จริงแล้วค่อนข้างขัดกับตำนานต่าง ๆ พอสมควร เพราะโดยปกติงูจะกัดมนุษย์เพื่อเป็นการป้องกันตัวเท่านั้น หมายความว่ามันมักจะไม่ทำอันตรายใครก่อน เว้นเสียแต่มันจะรู้สึกว่ามีอันตรายเข้ามาใกล้มัน เมื่อนั้นงูจึงจะแสดงนิสัยก้าวร้าวอย่างการชูคอ แผ่แม่เบี้ย ขู่ดังฟ่อ ๆ หรือพ่นพิษออกมา ถ้าหากเรามาวิเคราะห์ดูดี ๆ ก็จะพบว่าการป้องกันมากกว่าโจมตีของงูนั้นสมเหตุสมผล เพราะในสายตาของสัตว์เลื้อยคลานที่อาศัยติดพื้น มนุษย์ไม่ต่างอะไรกับยักษ์ใหญ่ซึ่งเป็นผู้ล่าที่น่ากลัวเลย ดังนั้น เราอาจสามารถพูดได้ว่างูสิควรกลัวเรา มากกว่าเรากลัวงู

แต่ด้วยความที่ในสมัยก่อน คนไทยใช้ชีวิตอยู่ใกล้ชิดกับธรรมชาติมาก จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเผชิญหน้ากับงูพิษที่อาศัยตามป่าหรือพงหญ้ารก และเมื่อได้เห็นท่าทีพร้อมฉกกัดเหมือนกับจะโจมตี ก็ทำให้คิดกันไปว่าสัตว์พวกนี้ดุร้าย โจมตีคน ทำอันตรายถึงชีวิต ต่อมาจึงกลายเป็นว่างูกับคนเป็นศัตรูกันไปโดยปริยาย เห็นเมื่อไหร่ต้องตีให้ตายในทันที บทความนี้พี่ผ้าเลยอยากมาแก้ความเข้าใจผิด ๆ ที่คนมีต่อจากตำนานต่าง ๆ เผื่อเราจะเข้าใจสัตว์โลกชนิดนี้กันมากขึ้น และจะขอตีวงให้แคบเข้ามาอีกนิด เป็นการกล่าวถึงตำนานเกี่ยวกับงูจงอางแค่พันธุ์เดียวก่อน เนื่องจากเป็นงูพิษที่มีเรื่องเล่าขานเยอะที่สุดของไทยแล้ว แต่ไม่ต้องห่วงไปนะ ถ้ากระแสตอบรับดี พี่ผ้าจะเขียนเกี่ยวกับงูชนิดอื่น ๆ มาให้อ่านกันแน่นอน

คำเตือน: บทความนี้เขียนขึ้นในเชิงสารคดี ศึกษาธรรมชาติของสัตว์ตามหลักวิทยาศาสตร์ที่มีหลักฐานพิสูจน์ได้ ไม่ได้ตั้งใจจะลบหลู่ความเชื่อโบราณหรือวัฒนธรรมพื้นบ้านแต่อย่างใดนะจ๊ะ

 

แม่จงอางหวงไข่

ตำนานในหลายพื้นที่มีกล่าวถึงจงอางหวงไข่กันเป็นปกติ บ้างเล่าว่าใครเข้าไปใกล้จะต้องโดนไล่กวดหรือโดนกัดจนตาย บ้างเล่าว่ามีคนขโมยไข่แล้วโดนแม่งูตามมาเอาคืนถึงที่บ้าน คนขโมยจึงเอาไข่ใบนั้นโยนลงในน้ำเดือด และแม่งูก็หวงไข่มากจนถึงขั้นเลื้อยตามลงไปในหม้อน้ำ

ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจก่อนว่า แม่สัตว์ทุกชนิดหวงไข่ หวงลูกของตัวเองเป็นปกติอยู่แล้ว ดังนั้นการปกป้องรังจึงเป็นการกระทำตามสัญชาตญาณ ซึ่งวิธีปกป้องรังของงูจงอางนี้เองที่น่าสนใจ เพราะจากการศึกษาโดยการลงพื้นที่สำรวจจริงพบว่า แม่งูจะไม่ได้มีท่าทีก้าวร้าวในทันทีที่มีอันตรายเข้าใกล้รัง แต่มันจะขดร่างกายนิ่ง และทำตัวให้กลมกลืนกับสิ่งแวดล้อมรอบข้างมากที่สุด เพื่อพยายามให้นักล่ามองไม่เห็นตัวมัน การพรางตัวอาจทำให้มนุษย์ที่เดินเข้าไปในเขตรังไม่ทันได้สังเกตเห็นตัวงู ประกอบกับงูจงอางมักจะทำรังด้วยการกอบเอาใบไม้แห้ง หญ้าแห้ง หรือเศษกิ่งไม้บนพื้นดินมารวมกันเป็นเนินขนาดย่อม ๆ และวางไข่ไว้ข้างใต้ ทำให้ลักษณะภายนอกของรัง ดูเผิน ๆ ก็ไม่ต่างอะไรกับเนินดินที่มีใบไม้ปกคลุม คงจะนึกภาพออกกันใช่ไหมว่ามันแนบเนียนมากจนคนแทบจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพื้นที่กำลังจะเหยียบลงไปนั้นคือรังงู เป็นสาเหตุที่ทำให้คนที่เข้าไปเก็บของป่ามักจะโดนฉกอยู่เป็นประจำ

นอกจากนี้ การหวงไข่ถึงขั้นไล่กวด ไล่กัด หรือไล่ตามไปทวงคืนถึงถิ่นที่อยู่ของมนุษย์นั้นก็น่าจะเป็นตำนานที่เล่าโดยปรุงแต่งขึ้น เพราะแม้ว่างูจงอางจะมีสัญชาติญาณการปกป้อง แต่โดยธรรมชาติแล้วมันไม่ได้เฝ้ารังตลอดเวลาจนไข่ฟักด้วยซ้ำไป แม่งูจะเฝ้าอยู่เป็นระยะเวลาเพียงแค่ประมาณ 1 เดือนหลังจากวางไข่ (ระยะเวลาไข่ฟักอยู่ที่ประมาณ 2 เดือน)  เมื่อแน่ใจว่ารังที่สร้างปลอดภัยดี ไม่มีนักล่าผ่านมาทำอันตราย และทนแดดทนฝนได้แล้ว มันก็จะทิ้งรังจากไป ปล่อยให้ลูกงูฟักออกมาใช้ชีวิตเอง ซึ่งบางครั้งหากมีมนุษย์เข้าไปใกล้รังมาก ๆ บ่อย ๆ เข้า แม่งูบางตัวจะหวาดระแวงถึงขั้นทิ้งรังไปก่อนกำหนดก็มี ดังนั้นจึงสรุปได้ว่าตำนานจงอางหวงไข่ ตามมาเอาไข่คืนนั้น น่าจะเป็นเรื่องที่แต่งเติมขึ้นมาภายหลัง

 

จงอางคาบไข่ใบยอด

ตำนานเกี่ยวกับไข่ใบยอดของงูจงอางนี้ อาจจะไม่ได้เป็นที่เล่าขานอย่างแพร่หลายมากนัก แต่เชื่อว่าใครที่อยู่ในวงการเรื่องลี้ลับอาถรรพ์คงต้องเคยได้กินผ่านหูกันมาบ้าง โดยเชื่อกันว่าในรังนั้น จะมีไข่เพียงใบเดียวที่เป็นไข่งูจงอางจริง ๆ นอกนั้นเป็นไข่ของงูอื่น ไข่จงอางใบดังกล่าวจะถูกแม่งูวางไว้บนสุดของรังเสมอ บางพื้นที่ยังมีเรื่องเล่าต่อมาอีกว่า เวลาที่พายุกำลังจะเข้า แม่งูจะคาบไข่ใบยอดนี้ชูขึ้นฟ้า จากนั้นเมฆฝนก็จะหายไปอย่างน่าอัศจรรย์

แต่พี่ผ้าคงต้องขอบอกว่าตำนานนี้ไม่มีส่วนไหนที่เป็นจริงเลย แม้ว่าในธรรมชาติจะมีนกที่เอาไข่ของตัวเองไปฝากให้แม่นกรังอื่นเลี้ยงจริง ๆ อย่างเช่น นกกาเหว่า แต่ก็ไม่เคยปรากฎว่าสัตว์เลื้อยคลานประเภทงูมีพฤติกรรมแบบนี้มาก่อน รังจงอางทุกรังที่ถูกทำการศึกษา ล้วนแล้วแต่มีไข่ทั้งหมดเป็นไข่ของงูจงอางเพียงสายพันธุ์เดียวเท่านั้น เพราะแม่งูจะจะใช้ลำตัวกอบเอาเศษใบไม้แห้ง กิ่งไม้แห้งมาถมปิดด้านบนทันทีที่วางไข่เสร็จ จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีไข่ของูอื่นเข้ามาปะปนอยู่ด้วย อีกทั้งลักษณะการวางไข่ของงูจงอาง ก็ไม่ได้มีรูปแบบของการตั้งไข่ใบไหนไว้บนยอดเป็นพิเศษ ทุกใบจะกองรวมกันอยู่ตรงจุดศูนย์กลางของรัง จึงสามารถสรุปได้ว่า ตำนานจงอางคาบไข่ใบยอดนั้นก็เป็นเรื่องเล่าพื้นบ้านที่ผ่านการปรุงแต่งเรื่องราวมาเช่นกัน

 

คู่จงอางตามมาล้างแค้น

ว่ากันว่าถ้าหากฆ่างูจงอางตายหนึ่งตัว ไม่นานจะมีคู่ของมันตามมาอาฆาตล้างแค้นถึงที่ ความเชื่อนี้นับได้ว่าค่อนข้างแพร่หลาย ได้ยินกันมาจนชิน และถึงกับมีภาพยนตร์หรือละครบางเรื่องนำตำนานนี้ไปทำเป็นเรื่องเป็นราว ซึ่งจะบอกว่าความเชื่อนี้ไม่มีมูลความจริงก็คงจะไม่ได้ เพราะจากการศึกษาพบว่า หลังจากฆ่างูตัวหนึ่งแล้ว ในเวลาต่อมามักจะมีงูตัวอื่นปรากฎให้เห็นในบริเวณเดียวกับที่ตัวแรกตายจริง ๆ และพฤติกรรมนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับจงอางเท่านั้น แต่ยังรวมถึงงูสายพันธุ์อื่น ๆ ด้วย

ซึ่งข้อเท็จจริงก็คือ งูเหล่านั้นตามงูตัวแรกที่ตายมาจริง แต่ไม่ได้ตามมาเพราะแรงอาฆาตมาดร้าย อยากจะล้างแค้นมนุษย์อะไรแบบนั้น ทว่าตามมาเพราะความต้องการอยากผสมพันธุ์ต่างหาก เนื่องจากในฤดูผสมพันธุ์ งูมักจะปล่อยฟีโรโมนออกมาเพื่อตามหาคู่ เมื่อถูกตีจนตาย ฟีโรโมนก็ยังเหลือติดพื้นบริเวณนั้น ทำให้งูตัวอื่นติดตามกลิ่นมาได้ตามสัญชาตญาณของการสืบพันธุ์นั่นเอง

นอกจากนี้ ผลการศึกษายังพบว่า จริง ๆ แล้วงูจงอางไม่ได้อาศัยอยู่ด้วยกันเป็นคู่ หลังจากผสมพันธุ์ ตัวเมียจะรับหน้าที่สร้างรังและวางไข่ จากนั้นก็คอยอยู่ปกป้องลูก ๆ เพียงตัวเดียว พี่ผ้าจึงคิดว่าตำนานจงอางตามอาฆาตน่าจะมาจากเรื่องของฟีโรโมนและสัญชาตฐาณการสืบพันธุ์มากกว่า

 

สรุปได้ว่าตำนานงูจงอางที่เล่าขานสืบต่อกันมานั้น ก็มีทั้งเรื่องที่มีเค้ามูลมาจากข้อเท็จจริง แต่บางเรื่องก็เป็นการเติมแต่งของคนสมัยโบราณล้วน ๆ แล้วเราที่เป็นลูกหลานก็บอกต่อ ๆ กันมาจนกลายเป็นความเชื่อที่แพร่หลายในที่สุด พี่ผ้าขอย้ำอีกครั้งว่าบทความนี้ไม่ได้ต้องการลบหลู่ความเชื่อใด ๆ ทั้งสิ้น แต่เป็นการตีแผ่ตำนานพื้นบ้านในแง่มุมของสารคดีและวิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาเท่านั้นจ้ะ

หากชื่นชอบบทความอาถรรพ์ผสมสาระแบบนี้ ก็สามารถติดตามได้ในคอลัมน์เรื่องอาถรรพ์ เว็บไซต์หวยเฮงเฮงของเราได้เลยนะจ๊ะ คราวหน้ารับรองจะเอาเกร็ดสนุก ๆ มาเล่าสู่กันฟังอีกแน่นอน