เหล็กไหลเป็นธาตุโลหะที่เชื่อกันมาช้านานว่ามีความศักดิ์สิทธิ์ ถูกนำมาทำเป็นเครื่องรางของขลัง และว่ากันว่าจะช่วยคุ้มครองให้ผู้ที่ได้ครอบครองถูกฟันแทงไม่เข้า แคล้วคลาดปลอดภัยจากอันตราย รวมถึงสามารถบูชาเพื่อเป็นศิริมงคลแก่ชีวิตได้ สำหรับคนรุ่นใหม่เองก็คงจะคุ้นเคยกับของขลังชิ้นนี้มาบ้าง เพราะเป็นสิ่งที่ปรากฎอยู่ในภาพยนตร์ ละคร และวัฒนธรรมสมัยนิยม หรือป๊อบคัลเจอร์อื่น ๆ มากมาย แต่หลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วเหล็กไหลคืออะไร และทำไมคนโบราณจึงเชื่อกันว่ามันทรงอานุภาพขนาดนั้น พี่ผ้าจะมาอธิบายให้ฟังกันในบทความนี้

 

เตือนไว้ก่อนตามเคยว่า บทความนี้เขียนขึ้นในเชิงสารคดี ศึกษาเรื่องราวไสยศาสตร์ของคนไทยตามหลักวิทยาศาสตร์และข้อมูลที่พิสูจน์ได้ ไม่ได้มีเจตนาจะลบหลู่ความเชื่อของคนกลุ่มใดทั้งนั้นนะจ๊ะ

 

เหล็กไหลคืออะไร

 

เหล็กไหลคืออะไร

เหล็กไหล เป็นสสารชนิดหนึ่งที่คนโบราณเชื่อกันว่าเป็นธาตุกายสิทธิ์ กล่าวคือเป็นสิ่งที่มีความศักดิ์สิทธิ์ มีอิทธิฤทธิ์หรือพลังเหนือธรรมชาติบางอย่างในตัว หน้าตาจะมีลักษณะเป็นก้อนโลหะ บ้างก็เป็นก้อนทรงวงรีเรียบ ๆ บ้างก็ขรุขระเหมือนเหล็กโดนหลอม บ้างก็ถูกนำมาแปรรูปประดิษฐ์ให้กลายเป็นเครื่องประดับที่ใส่ติดตัวได้ เช่น กำไล สร้อยประคำ เป็นต้น จริง ๆ รูปร่างของเหล็กไหลไม่ได้สำคัญมากนัก เพราะมีลักษณะแตกต่างกันไปเยอะแยะมากมายตามพื้นที่ แต่สิ่งสำคัญที่ทำให้เหล็กไหลถูกเรียกว่าเหล็กไหลได้ คือความเป็น ธาตุโลหะที่สะท้อนแสงสีรุ้งแวววาว มากกว่า จึงทำให้ในปัจจุบันเราแยกเหล็กไหลแท้และปลอมออกจากกันได้ยากมาก เนื่องจากโลหะที่แวววาวนั้นสามารถผลิตขึ้นเองได้โดยทั่วไป

โลหะที่เราเรียกว่าเหล็กไหลนี้ ส่วนมากจะพบเจอได้ตามถ้ำหรือโพรงหินที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ว่ากันตามหลักวิทยาศาสตร์ มันก็คือแร่ธาตุที่ถูกกาลเวลาและปฏิกิริยาทางเคมีควบรวมให้เปลี่ยนสภาพเป็นโลหะ เช่น แร่ซิลิเกต ซึ่งเกิดจากซิลิกอนที่เป็นแร่กึ่งโลหะ หน้าตาเป็นก้อนสีเงินคล้าย ๆ เหล็กนี่แหละ หรืออาจจะเกิดจากวัสดุอื่น ๆ อย่างเช่นหินเฮมาไทต์ก็ได้ นึกภาพเวลาเราเล่นเกมที่ต้องมีการฟาร์มหาแร่เหล็ก เราก็มักจะหาได้จากการขุดเหมืองลงไปใต้ดิน เหล็กไหลในแง่มุมของวิทยาศาสตร์ก็เช่นเดียวกัน

ทว่าในมุมของความเชื่อทางไสยศาสตร์ เหล็กไหลไม่ใช่แค่แร่เหล็กธรรมดา แต่ถือเป็นธาตุที่มีสิ่งศักด์สิทธิ์หรือวิญญาณศักดิ์สิทธิ์บางอย่างอยู่ ทำให้เชื่อกันว่าเหล็กไหลนั้นมีชีวิตจิตใจเป็นของตนเอง บ้างก็ถึงกับเชื่อว่ามีความรู้สึกนึกคิด มีเพศ และสามารถเสพสังวาส หรือพูดภาษาชาวบ้านคือมีอะไรกันได้ด้วย (แต่ไม่ใช่ทางกายนะ เป็นการเสพสังวาสกันทางจิตใจ เหมือนอิ่มทิพย์อะไรประมาณนั้น) ด้วยความศักดิ์สิทธิ์นี้ จึงเกิดเป็นตำนานที่ว่า หากใครได้ครอบครองเหล็กไหลจะทำให้ฟันแทงไม่เข้า และทำให้เหล็กไหลกลายเป็นเครื่องรางของขลังที่นิยมมาถึงปัจจุบัน

 

ทำไมถึงเรียกว่าเหล็กไหล

อย่างที่บอกไปว่าเหล็กไหลมักหาได้จากถ้ำหรือหินที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ซึ่งการไปเอาเหล็กศักดิ์สิทธิ์ออกมาจากถ้ำ เราเรียกกระบวนการนี้ว่าพิธีตัดเหล็กไหลโดยมีขั้นตอน ดังนี้

 

  1. ตั้งซุ้มหรือโต๊ะบูชา เพื่อขออนุญาตและขอขมาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เจ้าป่าเจ้าเขา รุกขเทวดา หรือเทพองค์ใดก็ตามที่ปกปักรักษาพื้นที่นั้นอยู่ เพราะเชื่อกันว่าเหล็กไหลมักจะมีผู้เฝ้าอยู่เสมอ ยิ่งเป็นเหล็กน้ำดีที่หายาก มีสีของแร่สวยงามเป็นพิเศษ ว่ากันว่าผู้เฝ้าก็จะยิ่งหวงแหน ไม่ยอมให้ใครมาตัดเอาไปได้ง่าย ๆโต๊ะหรือซุ้มบูชา มักประกอบด้วย สายสิญจน์ ผ้าขาวบาง ธูปเทียน น้ำผึ้งป่า บางพิธีอาจมีดอกดาวเรืองและบายศรีเพื่อใช้ในการบูชา

  2. หลังจากสวดคาถา ขอขมาสิ่งศักดิ์สิทธิ์แล้ว ให้นำน้ำผึ้งไปชโลมตรงส่วนที่เหล็กไหลซ่อนอยู่ (ส่วนใหญ่มักเป็นส่วนของหินที่งอกย้อยออกมาจากผนังถ้ำ) จากนั้นนำเทียนจุดไฟกำใหญ่ไปลน เชื่อกันว่าเหล็กจะไหลออกมากินน้ำผึ้งและเล่นไฟ ด้วยเหตุนี้เองจึงเป็นที่มาของชื่อเหล็กไหลที่เราได้ยินกันทุกวันนี้ในแง่วิทยาศาสตร​์ แร่ธาตุโลหะและกึ่งโลหะเหล่านี้มักมีจุดเดือดต่ำ เมื่อนำความร้อนไปลนทำให้หลอมเหลวและไหลออกมาจากซอกหลืบของหินหรือผนังถ้ำได้ รวมถึงเมื่อแร่เย็นตัวลง ก็จะเปลี่ยนสถานะกลับไปเป็นของแข็งเช่นเดิม

  3. เมื่อเหล็กหลอมเหลวและไหลลงมาเป็นหยด ให้ใช้สายสิญจน์ตัดให้ขาดเป็นชิ้น ๆ จากนั้นรองเหล็กไหลด้วยผ้าขาวบาง และสวดคาถาเพื่อเสร็จสิ้นพิธี จากนั้นจึงนำไปบูชา หรือใช้เป็นวัสดุทำเครื่องรางของขลังอย่างอื่นต่อไป เช่น พระเครื่อง ตะกรุด เป็นต้น

 

สิ่งสำคัญอีกอย่างในพิธีตัดเหล็กไหล คือ ผู้ที่ทำหน้าที่ตัดนั้นจำเป็นต้องเป็นพราหมณ์ เกจิอาจารย์ พระสงฆ์ หมอผี หรือครูที่มีคาถาอารมประมาณหนึ่ง เพราะเชื่อกันว่าเหล็กไหลนั้นมีอิทธิฤทธิ์ในตัวเอง คนธรรมดาที่ไม่เคยฝึกวิชา หรือสั่งสมบุญบารมีมาก่อนจะไม่สามารถอยู่ ๆ เดินดุ่ม ๆ เข้าไปแล้วตัดให้ขาดได้ อีกทั้งยังมีโอกาสโดนอาคมเหล็กไหลจนถึงแก่ชีวิต หรือทำให้สติฟั่นเฟือนได้อีกด้วย

 

อ่านบทความนี้จบแล้วหลายคนอาจจะอยากไปเช่ามาบูชากันสักชิ้น อย่างไรก็ตาม พี่ผ้าก็ต้องขอเตือนไว้ด้วยนะจ๊ะ ว่าถึงแม้เหล็กไหลจะมีอานุภาพช่วยให้ฟันแทงไม่เข้าจริงหรือไม่จริงก็ตาม แต่สิ่งที่จะทำให้เราแคล้วคลาดปลอดภัยได้มากที่สุด ก็คือตัวเราเอง ดังนั้นจงมีสติอยู่เสมอ เดินทางไปไหนมาไหนด้วยสภาพร่างกายสมบูรณ์ ไม่ง่วง ไม่เมา และที่สำคัญคือไม่เอาตัวเองไปอยู่ในสถานการณ์เสี่ยงจ้ะ

ถ้าหากชื่นชอบบทความเชิงไสยศาสตร์บวกสารคดีแบบนี้อีก ก็สามารถติดตามได้ที่ เรื่องลี้ลับ เรื่องอาถรรพ์ ในเว็บไซต์หวยเฮงเฮง หรือจะติดตามเฟสบุ๊กของเราไว้ก็ได้ จะได้ตามทันคอนเทนต์ล่าสุดได้ตลอดเวลา สำหรับวันนี้พี่ผ้าขอลาไปก่อนน้า